วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ถ้าหาก...

(1) ถ้าหาก... มีใครขอให้ช่วยกด เอทีเอ็ม จงปฎิเสธ.... 
จงบอกให้เขาไปขอความช่วยเหลือ จาก พนง.ธนาคารดีกว่า ... 
เหตุผลคือ "มีกล้อง วงจรปิด ที่หน้าตู้"
 
.... ถ้าบัตรนั้นถูกขโมยมา ภาพของคุณจะปรากฎ แทนหน้าโจร (งานเข้า ละท่าน)

     (2) ถ้าหาก... บ้านคุณเกิดไฟดับ แต่เมื่อมองไปไฟข้างๆบ้านยังมี..
จงอย่าผลีผลาม เปิดประตูบ้านออกไป เพื่อตรวจดูมิเตอร์ไฟ
เพราะคุณอาจเจอ คนถือมีด ยืนรอปล้นคุณอยู่ที่หน้าประตู


     (3) ถ้าหาก... คุณเห็นเด็กน้อยยืนร้องไห้อยู่ข้างทาง 
บอกว่าหลงทางและขอให้พาไปส่งบ้าน ตามที่อยู่ในกระดาษเมื่อไปถึงบ้านเด็กที่หลงทาง... 
คุณจะถูกไฟฟ้าดูด จนหมดสติเมื่อเอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู  
เมื่อได้สติ จะพบว่าตนเองอยู่ในสภาพเปลือย ในห้องที่ว่างเปล่า
     ** การเป็นคนใจดี ในสมัยนี้ ต้องใช้ความระมัดระวังด้วย**


     (4) ถ้าหาก... วันหนึ่งมีหญิงแก่ มายืนที่หน้าบ้าน ถือถุงขนมมาด้วย 2 ถุง 
     .. ตอนแรกคิดว่าเป็นคนในระแวกบ้านเอาขนมมาให้  แต่พอเธอเอ่ยปากพูดจึงรู้ว่า 
เธอเป็นชาวต่างชาติ เพราะพูดภาษากันไม่รู้เรื่อง  เลยปิดประตู เพราะคิดว่ามาขอเงิน
     **ภายหลัง จึงได้รู้ว่า หญิงแก่คนนี้ ได้ปล้นคนบางคน ในระแวกถนนนั้นได้สำเร็จ


    (5) ถ้าหาก... มีหญิงแก่ขอร้องให้ช่วยกดเงินให้  
ขณะที่กำลังจะถอนเงินทีตู้เอทีเอ็ม ก็มีหญิงแก่ขอร้องให้ช่วยกดเงินให้เธอเพราะเธอทำไม่เป็น 
... เวลาเดียวกัน ... จะมีเด็กตัวเล็กมายืนข้างๆ เตรียมจะเอามือไปเตรียมหยิบเงิน"ของคุณ"  
ขณะที่หญิงแก่ พยายามดึงความสนใจของคุณไปจากหน้าตู้
    * จงระวังและตื่นตัว ขณะกดเงิน  และ ระวังคนที่ไม่น่าไว้ใจด้วย

     (6) ถ้าหาก... มีวัยรุ่นมาที่บ้านบอกว่าน้ำมันหมด  
       คุณแม่ผู้เกษียณแล้วอยู่บ้านเฉย ๆ ได้เล่าให้ฟังว่า..วันหนึ่งมีวัยรุ่นมาที่บ้านบอกว่า
น้ำมันหมด แล้วขอกระป๋องโค๊ก เปล่าๆ ใบหนึ่ง เพื่อเอาไปซื้อน้ำมันที่ปั๊ม 
โดยจะจ่ายให้ 2 ริงกิต (เงินมาเลย์) = 9.7 x 2 บาท  แล้วล้วงกระเป๋าเอาธนบัตร 100 ริงกิต 
ออกมาให้ .... แล้วให้ท่านทอนเงินแต่โชคดีที่ ท่านบอกว่า ไม่เอาเงินค่ากระป๋องเปล่า ให้ฟรี ๆ  
(โชคดีมากๆ เพราะเงินนั้นเป็นเงินปลอม ถ้าทอนจะเสียเงินไป 98 ริงกิต)

     (7) ถ้าหาก... ภรรยาเกิดหายตัวไป
      เรื่องนี้เกิดที่บาหลี เมื่อผู้สามีภรรยาที่ไปเที่ยว แล้วภรรยาเกิดหายตัวไป
 ตอนแรกนึกว่าเล่นกัน แต่หายไปหลายชั่วโมง จนต้องแจ้งให้ตำรวจช่วยตามหา
...แต่ก็ไร้ผลหลายปีต่อมา ... สามีกลับมาบาหลีอีกครั้ง และได้ไปดูโชว์ "ของแปลก" 
ในบ้านเก่าๆ หลังหนึ่ง....เขาไปเห็น มีหีบเหล็กที่สกปรกและขึ้นสนิม.... 
ในนั้นมี หญิงสาวผู้ ไร้แขนขา ..ทั่วใบหน้าและทั่วร่างเต็มไปด้วยแผลเป็น
  เมื่อเขาได้มองใกล้ๆ ก็ต้องตกใจ เพราะนั่นคือภรรยาที่หายไปของเขา ทีถูกจับขังเพื่อเป็นขอทาน

     (8) ถ้าหาก...ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ 
     ระวัง เสียงเด็กร้องไห้ เพราะคนร้ายจะอัดเทปเสียง เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดประตูออกมา...
     มีคนหายไปจากแหล่งชอปปิ้งที่เซี่ยงไฮ้ หาไปเจอเวลาผ่านไปหลายปี ก็มีคนพบว่า 
เธอกลายเป็นขอทานข้างถนนในกรุงเทพ ในสภาพพิการไร้แขนขาและถูกล่ามโซ่

    (10) ถ้าหาก...ไปเข้าห้องน้ำคนเดียว 
     ระวังเวลาไปเข้าห้องน้ำคนเดียว  คุณอาจจะถูกแก๊งค์ขายชิ้นส่วนมนุษย์จับไป 
โดยยัดไว้ใต้รถเข็นอุปกรณ์ทำความสะอาด

     (11) ถ้าหาก...เจอธนบัตรหล่น 
     แก๊งค์จะทำเป็นเอาธนบัตรหล่นไว้ล้อหลังของรถคุณแล้วมาเคาะหน้าต่าง 
เรียกคุณลงไป"เก็บ"เงินทีคุณทำตกไว้เมื่อคุณลงไป คุณจะถูกปล้น !!!

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปริศนาธรรมการปลงศพ

พิธีศพของคนไทยความหมายมาก
 
มีหลายหลากปริศนาธรรมพึงจำไว้
แต่เริ่มต้นมัดตราสังยังร่างกาย
จวบสุดท้ายเผาเป็นขี้เถ้าเล่าบอกธรรม
 
1. มัดตราสังเป็นสามเปราะเคาะความหมาย
    เมื่อวางวายมัดคอไว้ความหมายล้ำ
    การผูกมัดหมายถึงบ่วงห่วงให้จำ
    ที่คอนั้นบ่วงรักลูกผูกมัดใจ
    มัดที่มือคือบ่วงรักภักดิ์ผัว-เมีย
    เมื่อตายเสียยังห่วงหาอาทรไห้
    ส่วนสมบัติและทรัพย์สินนั้นกินใจ
    มัดติดไว้ที่ข้อเท้าให้เศร้าตรม
    สามบ่วงนี้ผูกติดจิตติดนิสัย
    เมื่อบรรรลัยนิพพานไปไม่ได้สม
    ต้องเวียนว่ายในวัฏฏะสังคคม
    เป็นอารมย์ที่ยึดติดจิตอุปไมย 

2. ยามพระสงฆ์นั่งสวดพร้อมน้อมรับศีล
    ศพไม่ได้ยินบุตรหลานก็เคาะโลงให้
    แท้จริงใบ้แขกรับศีลผินประไพ
    เป็นความหมายบอกผู้คนยลพระธรรม
    อย่าทำตัวให้ประมาทขาดสติ
    ไม่ทิฏฐิละทิ้งไปในคำสอน
    หมดโอกาสได้กระทำยามม้วยมรณ์
    จะอ้อนวอนเคาะโลงไงไม่ได้ฟัง

3. ยามพระสงฆ์สวดภาษาว่าบาลี
    หมู่คนดีฟังไม่รู้อยู่หน้าหลัง
    เข้าใจว่าพระสวดให้คนตายฟัง
    อโธ่ถัง! พระสวดสอนคนตอนเป็น
    หวังให้คนเอาไปใช้ปฏิบัติ
    ใช้ยืนหยัดดำรงตนพ้นทุกข์เข็ญ
    หากฟังแล้วไม่เข้าใจไม่จำเป็น
    ขอให้เน้นสำรวมจิตคิดสิ่งดี

4. บวชหน้าไฟมักเข้าใจกันให้ผิด
    ต่างก็คิด"จูงคนตาย"ไปวิถี    
    พ้นนรกสู่สวรรค์ชั้นที่ดี
    จึงบางทีแย่งกันบวชผนวชกัน
    แท้ที่จริงเป็นการลงปลงสังเวช
    ถึงสาเหตุเกิดเจ็บตายไม่เหหัน
    เกิดมาแล้วไม่แคล้ววายตายด้วยกัน
    เพียงเท่านั้นมนุษย์นี้มีอะไร
    เมื่อปลงได้ก็อยากได้หนีไปบวช
    ไปผนวชหนีแสงสีโลกีย์วิสัย
    ประพฤติธรรมเพื่อ หลุดล้นให้พ้นไป
    เพื่อจะได้สู่มรรคผลหนนิพพาน

5. การนิมนต์พระจูงศพพบแห่งเหตุ
    เป็นจิตเจตให้คนคิดจิตสันนิษฐาน
    ใช้พระธรรมองค์สัมมาฯมีมานาน
    ดำรงการดำรงตนเป็นคนดี
    ยามมีชีพดำรงตามพระธรรมสอน
    ตามขั้นตอนองค์สัมมาหาวิถี
    เอาคนตายให้พระนำตามวิธี
    สังวรนี้ไว้สอนคนสนใจทำ


6. การเวียนศพซ้าย 3 รอบชอบความหมาย
    การเวียนว่ายเกิดตายในภพสาม
    มีกามภพ,รูปภพ,อรูปภพ ประสบตาม
    ทุกเมื่อยามอยู่วนเวียนกรรมเกวียนกง
    เมาตัณหาอุปทานการกิเลส
    น่าสังเวชเป็นทุกข์ใจให้ลุ่มหลง
    ไม่จบสิ้นมัวเวียนว่ายตายอยู่ยง
    ต้องละหลงทวนกระแสแห่ศพเวียน

7. น้ำมะพร้าวล้างหน้าศพลบกิเลส
    เป็นจิตเจตน์ความสะอาดไม่พลาดเปลี่ยน
    ดั่งน้ำทิพย์อันบริสุทธิ์ดุจกระเษียร
    ชำระเปลี่ยนให้จิตใจใส่ดวงธรรม

8. เผาศพแล้วเหลือขี้เถ้าเคล้าเศษอัฐิ
    เขาเขี่ยคัดเถ้าไปมาน่าสอบถาม
    จัดเป็นรูปร่างคนจนสวยงาม
    คือหมายความกลับชาติใหม่ใช้กรรมเวร
    ปริศนาธรรมคนเก่าก่อนสอนให้คิด แฝงนิมิตบอกความนัยให้คนเห็น
    เป็นข้อคิดก่อเกิดธรรมความจำเป็น และฝากเน้นถึงกรรมดีที่พึงทำ.....

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

นั่งนาน" ระวัง "โรครุม"

ใครที่ชอบนั่งทำงาน หรือนั่งจดจ่ออยู่กับสิ่งใด สิ่งหนึ่งนานเกินไป ต้องรีบอ่านเรื่องนี้โดย
ด่วน เพราะล่าสุดมีนักวิจัยทางการแพทย์สหรัฐออกมาบอกว่า การนั่งทำงานรวดเดียวเป็นเวลา
 นานหลายชั่วโมง ถึงแม้จะออกกำลังกายประจำ...ก็ยังเสี่ยงอายุสั้นอยู่ดี
 
พ.ญ.กรุณา อธิกิจ อายุรกรรมทั่วไป โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวถึงงานวิจัยนี้ว่า การนั่งนาน 
ๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยการศึกษาพบว่า ผู้ชายที่นั่งทำงานอยู่
กับที่มากเกินไป เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 2 เท่า 
 
สอดรับกับการศึกษาจากสมาพันธ์มะเร็งอเมริกาที่ทำการศึกษาถึงเวลานั่งและการออกกำลัง
กาย กับอัตราการเสียชีวิตของอาสาสมัครระหว่างปี 1993-2006 ของอาสาสมัครชายจำนวน 
53,440 คน และหญิง 69,776 คน 


ทีมวิจัยพบว่ายิ่งนั่งพักนานเท่าไร ยิ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในกลุ่ม
ผู้หญิงมีรายงานว่า ผู้หญิงที่นั่งเกินวันละ 6 ช.ม. เสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิงที่นั่งวันละ 3 ช.ม. 
หรือประมาณ 37% ส่วนผู้ชายที่นั่งนานเกินวันละ 6 ช.ม. มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าผู้ชายที่นั่ง
วันละ 3 ช.ม. หรือประมาณ 18% 
 
อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์นี้ไม่เปลี่ยนแปลงหลังหักลบเวลาออกกำลังกาย นอกจากนั้นยัง
พบว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะโรคหัวใจมากกว่าโรคมะเร็ง ดังนั้นไม่ว่าจะออกกำลัง
กาย 30 หรือ 60 นาที แต่หากใช้เวลาที่เหลือของวันกับการนั่งนาน ๆ ย่อมมีโอกาสเสี่ยงต่อการ
เกิดโรคหัวใจและเสียชีวิตได้
 
ไม่เพียงแค่โรคหัวใจเท่านั้น การนั่งนาน ๆ ติดต่อกันหลายชั่วโมงยังเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เกิด
โรคระบบหลอดเลือด เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ส่วนลึกได้ง่าย ส่วนมากจะเกิด
กับผู้โดยสารบน เครื่องบินที่ต้องบินเป็นระยะเวลานานนับสิบชั่วโมงโดยไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว
ร่างกาย หรือคนขับรถเป็นเวลานานก็เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้สูง
 
นอกจากนี้ยังรวมถึงโรคทางระบบเมตาโบลิก (ระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายช้า
ลง) เป็นสาเหตุให้เกิดโรคน้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง โรคเบาหวานชนิดที่สอง ระดับคอเลสเตอร
อลชนิดดี (HDL) ลดลง 20% เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้สูง ตลอดจนโรคกระเพาะปัสสาวะ
อักเสบ โรคทางกระดูก และกล้ามเนื้อ เป็นต้น
 
อย่างไรก็ดีการลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวนั้น คุณหมอแนะนำว่า ควรออกกำลัง
กายต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้ได้ทุกวัน ประมาณวันละ 30-60 
นาที เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคอื่น ๆ และที่สำคัญควรลดเวลาการนั่งนาน 
ๆ ด้วยการเปลี่ยนท่วงท่า หรือเดินยืดเส้นยืดสาย
 
ที่สำคัญ...คนที่ชอบนั่งทำงานอยู่กับที่ติดต่อกันหลายชั่วโมงควรเปลี่ยนท่าทางบ่อย ๆ โดย
ทุก 1 ช.ม.ควรใช้เวลาเดินเล่น หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง เช่น เดินขึ้นลงบันได 1-2 ชั้น หรือลด
การพูดคุยสื่อสารทางอีเมล์ แต่ใช้การสื่อสารโดยตัวท่านเองในระหว่างเพื่อนร่วมงานจะดีกว่า
 

นอกจากจะลดความเสี่ยงต่อโรคแล้ว ยังได้สานความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงานได้อีกทาง
หนึ่ง !! 

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Blood Clots/Stroke

Blood Clots/Stroke - They Now Have a Fourth Indicator, the Tongue


อาการบ่งชี้ตัวที่ 4 ของเส้นเลือดอุดตันในสมอง






I will continue to forward this every time it comes around!


ไม่ว่าจะได้รับเมล์นี้อีกกี่ครั้ง ฉันก็จะส่งต่อไป






STROKE: Remember the 1st Three Letters.... S.T.R.

เส้นเลือดอุดตันในสมอง (Stroke) ให้จำไว้ว่า อักษร 3 ตัวแรกคือ S.T.R



My nurse friend sent this and encouraged me to post it and spread the word.

I agree.

เพื่อนพยาบาลส่งเมล์นี้มาให้ และสนับสนุนให้ฉันส่งต่อไปอีกเรื่อยๆให้ทั่วโลกเลยยิ่งดี ฉันก็เห็นด้วย



If everyone can remember something this simple, we could save some folks.

Seriously..

ถ้าเราสามารถจำสิ่งง่ายๆเหล่านี้ได้ เราจะช่วยชีวิตคนบางคนได้..อันนี้เรื่องจริง



Please read:

STROKE IDENTIFICATION:

อาการบ่งชี้ของเส้นเลือดอุดตันในสมอง



During a BBQ, a friend stumbled and took a little fall - she assured everyone that she was fine (they offered to call paramedics) .she said she had just tripped over a brick because of her new shoes.

ระหว่างงานเลี้ยงบาร์บีคิว เพื่อนคนหนึ่งสะดุดล้มลงไปกองกับพื้น แต่เธอบอกกับทุกคนว่าเธอไม่เป็นไร (เพื่อนๆถามว่าจะให้เรียกแพทย์เคลื่อนที่มั้ย) เธอบอกว่าเธอแค่สะดุดก้อนหินเพราะยังไม่ชินที่ใส่รองเท้าคู่ใหม่มา



They got her cleaned up and got her a new plate of food. While she appeared a bit shaken up, Ingrid went about enjoying herself the rest of the evening

ทุกคนช่วยกันปัดเศษสกปรกออกไปจากตัวเธอและไปตักอาหารมาให้ใหม่ ตัว Ingrid เองหลังจากนั้นรู้สึกว่าจะมีอาการสั่นเล็กน้อย แต่ก็สนุกสนานดีตลอดเย็นวันนั้?



Ingrid's husband called later telling everyone that his wife had been taken to the hospital - (at 6:00 pm Ingrid passed away.) She had suffered a stroke at the BBQ. Had they known how to identify the signs of a stroke, perhaps Ingrid would be with us today. Some don't die. they end up in a helpless, hopeless condition instead.

หลังจากนั้น สามีของ Ingrid โทรหาเพื่อนๆทุกคนว่า ภรรยาเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล (และเสียชีวิตในเวลา 6 นาฬิกา) เธอมีอาการของเส้นเลือดอุดตันในสมองตั้งแต่ตอนที่อยู่ในงานเลี้ยงบาร์บีคิวแล้ว ถ้าทุกคนรู้ว่าเธอมีอาการนี้เสียตั้งแต่แรก บางที Ingrid อาจจะยังอยู่กับพวกเราในวันนี้ก็ได้ บางคนก็ไม่เสียชีวิต แต่ต้องใช้ชีวิตอย่างคนสิ้นหวังและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้



It only takes a minute to read this...

ใช้เวลาอ่านบทความนี้เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น



A neurologist says that if he can get to a stroke victim within 3 hours he can totally reverse the effects of a stroke... totally . He said the trick was getting a stroke recognized, diagnosed, and then getting the patient medically cared for within 3 hours, which is tough.

แพทย์ด้านประสาทวิทยากล่าวว่า ถ้าแพทย์สามารถไปถึงตัวผู้ป่วยเส้นเลือดสมองอุดตันได้ภายใน 3 ชั่วโมง แพทย์จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้แน่นอน ที่สำคัญก็คือต้องทราบว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคนี้ วินิจฉัยได้ได้ จากนั้นก็ให้การรักษาภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งเรื่องจริงนั้นเป็นไปได้ยากอยู่



RECOGNIZING A STROKE

ต้องรู้ก่อนว่ามันคือเส้นเลือดสมองอุดตัน



Thank God for the sense to remember the '3' steps, STR . Read and Learn!

ขอบคุณพระเจ้าที่หาวิธีจำง่ายๆมาให้ STR



Sometimes symptoms of a stroke are difficult to identify. Unfortunately, the lack of awareness spells disaster. The stroke victim may suffer severe brain damage when people nearby fail to recognize the symptoms of a stroke.

บางครั้งอาการของโรคเส้นเลือดสมองอุดตันก็เป็นการยากที่จะรู้กันได้ แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ การไม่รู้อาจหมายถึงหายนะได้ สมองผู้ป่วยอาจจะโดนทำลายอย่างรุนแรง แต่คนรอบข้างไม่ได้รู้เลยว่านี่คืออาการของเส้นเลือดสมองอุดตัน



Now doctors say a bystander can recognize a stroke by asking three simple questions:

หมอบอกว่า คนที่ยืนอยู่รอบข้างก็สามารถรู้อาการได้ โดยคำถาม 3 ข้อ ดังนี้



S *Ask the individual to SMILE.

S คือบอกให้ผู้ป่วย ยิ้ม



T *Ask the person to TALK and SPEAK A SIMPLE SENTENCE (Coherently)

(i.e.. It is sunny out today.)

T คือบอกให้ผู้ป่วยพูด โดยอาจจะเป็นประโยคง่ายๆ เช่น วันนี้อากาศดีนะ



R *Ask him or her to RAISE BOTH ARMS.

R คือบอกให้ผู้ป่วยยกแขนทั้งสองข้างขึ้น



If he or she has trouble with ANY ONE of these tasks, call emergency number immediately and describe the symptoms to the dispatcher.

ถ้าผู้ป่วยมีความลำบากในการทำข้อใดข้อหนึ่ง ให้โทร.หาเบอร์ฉุกเฉินทันทีและแจ้งไปว่าผู้ป่วยมีอาการอย่างไร



New Sign of a Stroke -------- Stick out Your Tongue

สัญญาณใหม่ของเส้นเลือดสมองอุดตัน -- แลบลิ้นออกมาดู

NOTE: Another 'sign' of a stroke is this: Ask the person to 'stick' out his tongue.. If the tongue is 'crooked', if it goes to one side or the other, that is also an indication of a stroke.

หมายเหตุ : สัญญาณอีกประการหนึ่งก็คือ ลองให้ผู้ป่วยแลบลิ้นออกมา หากลิ้นมีลักษณะม้วนงอ ตกไปด้านใดด้านหนึ่ง นั่นคือข้อบ่งชี้ว่ามีอาการเส้นเลือดสมองอุดตัน





A cardiologist says if everyone who gets this e-mail sends it to 10 people; you can bet that at least one life will be saved.



I have done my part. Will you?

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจบอกว่า หากคุณได้รับอีเมล์นี้ และส่งต่อไปอีก 10 คน อาจมีผลทำให้สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างน้อย 1 คน ก็ได้

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

คีโม กับ มะเร็ง


หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก 
ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์ 

1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล  เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น
2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง 

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเรงจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก 
4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต 
5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น 
6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ 
7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ 
8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก 
9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้น จึงอาจตก
      อยู่ในอันตราย  จากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น 
10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย 
11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว
12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและ
      มีความเป็นพิษมากขึ้น
 13. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็ง และช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น
 14. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์, วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให ้เกิดการตายลงของเซล หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป
  15. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การป้องกันเชิงรุกและการคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง.... ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต 
  16. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆจะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซล การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง 
 
 อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง
a. น้ำตาลคืออาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น "" นิวตร้าสวีต "" "" อีควล "" "" สปูนฟูล "" ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ ""แบรก อมิโน "" หรือเกลือทะเลแทน
 
b. นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร
 
c. เซลมะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแวดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวกเนื้ อจะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง
 
d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F ( ประมาณ 40 องศา C)
 
e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง 


วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

  สำหรับคนที่เริ่มจะแก่ แล้วเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันแก่กว่าตน

เวลามองคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ.. คุณเคยรู้สึกไหมว่า

"ตานี่ดูแก่จัง.. ตัวฉันเองยังดูหนุ่มกว่ามันตั้งเยอะเลยว่ะ"

ถ้าคุณเคยนึกอย่างนั้น.. ลองอ่านเรื่องนี้ดู (อาจจะโดนกับตัวคุณเองเข้าสักวันนะ)
 
ผม มีนัดครั้งแรกกับหมอฟันคนใหม่.. ระหว่างที่นั่งรอ ผมมองข้างฝา มีใบประกาศนียบัตรติดอยู่ พอเห็นชื่อก็จำได้.. ยังจำได้ถึงภาพหนุ่มหล่อ สูงสง่า ล่ำสัน เป็นเพื่อนที่เคยเรียนมัธยมปลายห้องเดียวกัน (เป็นแชมป์จักรยานของโรงเรียนด้วยนะ) แต่ไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่จบมัธยมปลาย เมื่อเกือบ ๔๐ ปีมาแล้ว

พอ ถึงคิวเข้าห้องทำฟัน.. เห็นหน้าหมอเข้าจริงๆก็ต้องเปลี่ยนใจ.. นึกในใจว่า "คงชื่อซ้ำกันมั้ง เพื่อนกูไม่น่าจะแก่กว่ากูขนาดนี้นี่หว่า" เพราะหมอที่เห็นนั้นเป็นชายแก่ หัวที่ค่อนข้างล้านนั้นมีผมหงอกหรอมแหรม หน้าก็เ**ย่ว

พอตรวจฟันเสร็จ ผมถามหมอว่าเรียนมอหกที่โรงเรียนบางแสนหรือเปล่า

"ใช่ครับ" หมอตอบ

"จบมอหกปีไหนน่ะ" ผมถามต่อ

"ปี พ.ศ. ๒๕๐๘" หมอตอบ และถามว่า "ถามทำไมหรือครับ"

"อ้าว.. ถ้าอย่างนั้นก็เรียนห้องฉันน่ะซิ " ผมตอบ

หมอจ้องหน้าผม เพ่งพินิจพิจารณา แบบพยายามทบทวนความทรงจำ แล้วในที่สุดก็ถามออกมาว่า

"ขอประทานโทษเถอะครับ.. ผมนึกไม่ออกจริงๆ.. 
อาจารย์สอนวิชาอะไรครับ ?"

วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Sex during pregnancy


A man asks his doctor, "Can I have sex with my pregnant wife?" 
The doctor replies, "Yes, the first 3 months will be just like normal, 

the next three months you should do it like a dog, 
and the last three months you should do it like tiger." 

The man replies, "Tiger?" 

The doctor explains, "Tiger Woods. Sleep with other women!"